ทีมรวมนักเตะดีกรี “แชมป์พรีเมียร์” ที่ถูกลืมในยุค 2000

ศึก  Premier League   England  ในยุค 2000 มีแค่ 3 ทีมเท่านั้นที่สามารถก้าวไปเถลิงแชมป์ได้นั่นก็คือ แมนฯ ยู, ไอ้ปืนใหญ่ และสิงห์บลูซึ่งแต่ละล้วนมีนักเตะที่ถูกเชิดชูว่าเป็น “ตำนาน” หลากหลาย…ยังไงก็ตามกองเชียร์โดยมากมักจะจำได้แต่นักเตะที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และ มีฝีเท้าที่โดดเด่นเท่านั้น โดยมักจะลืมเหล่า “ตัวประกอบ” ที่เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของทีมไปเฉยๆ ดังนั้นบทความนี้ทีมงาน 168Kick จะจัดทีม 11 นักเตะที่มีดีกรีเป็นแชมป์  Premier League  1 สมัย และลงเล่นมากกว่า 10 นัดจนได้รับเหรียญรางวัลไปประดับเกียรติประวัติส่วนตัวให้ผู้อ่านย้อนความทรงจำกันว่า “คุณลืมพวกเขาเหล่านี้ไปหรือยัง?”

จัดทีมในระบบ : 4-4-2 ที่เป็นแผนยอดนิยมในยุค 2000

ริชาร์ด ไรท์ ยามลงเฝ้าเสาภายใต่เครื่องแบบของ ไอ้ปืนใหญ่
ตำแหน่ง : ผู้รักษาประตู (GK) – ริชาร์ด ไรท์ (Richard Wright) : มือกาวรายนี้โดดเด่นขึ้นมาจากการเฝ้าเสาให้กับ อิปสวิช ทาวน์ โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าจับตามองจนก้าวขึ้นไปติดทีมชาติเมืองผู้ดีช่วงสั้นๆ…ในปี 2001 อาร์เซน เวนเกอร์ ตัดสินใจจ่ายเงินราว 2 ล้านปอนด์ที่ถือว่าไม่ใช่จำนวนน้อยๆ ซื้อตัวนายด่านรายนี้มาจาก ม้าขาว หวังจะปั้นให้เป็น Partner ในระยะยาวของ เดวิด ซีแมน มือหนึ่งของทีมในขณะนั้น…แต่ท้ายที่สุดแล้วผลงานของ ไรท์ กลับไม่เปรี้ยงดังคาด ลงเฝ้าเสาในเกมลีกฤดูกาล 2001/2002 ไปทั้งสิ้น 12 นัด เก็บคลีนชีทได้เพียง 3 นัด และเสียไปถึง 16 ประตู…ยังไงก็ตามเขาลงเล่นมากพอที่จะได้เหรียญแชมป์กับทีมในปีดังกล่าว และ ถูกขายให้กับ เอฟเวอร์ตัน ในช่วงฤดูร้อนเนื่องจาก ซีแมน ต่อสัญญากับทีมออกไป

ไฮไลท์ผลงานของ ไรท์ ในฤดูกาล 2001/2002 ที่ลงเฝ้าเสาให้กับทีม ปืนโต

โอเลห์ ลุซห์นี่ย์ แบ็คขวาชาวยูเครน  Partner คนแรกของ ลี ดิ๊กสัน ที่ทาง อาร์เซน เวนเกอร์ วางไว้
ตำแหน่ง : แบ็คขวา (RB) – โอเลห์ ลุซห์นี่ย์ (Oleh Luzhny) : แบ็คขวาสัญชาติยูเครนย้ายมาร่วมทีม ไอ้ปืนใหญ่ ในปี 1999 หลังสร้างชื่อกับ ดินาโม เคียฟ ด้วยการครองตัวจริงอย่างเรื่อยๆ และ โชว์ฟอร์มเตะตา อาร์เซน เวนเกอร์ ในศึก  UEFA  แชมเปี้ยนส์ลีก ที่ลงเตะเจอกับ ไอ้ปืนใหญ่…เวนเกอร์ หวังจะให้ ลุซห์นี่ย์ ก้าวขึ้นมาเป็นพาร์ทเนอร์ของ ลี ดิ๊กซ์สัน ที่ใกล้ปลดระวางเต็มที จุดเด่นของแบ็คชาวยูเครนรายนี้เป็นความเหนียวแน่นในเกมรับ และ เข้าบอลได้อย่างดุดัน…ยังไงก็ตาม ลุซห์นี่ย์ ไม่เคยทำผลงานได้ตามที่ เวนเกอร์ คาดหวังไว้เลย แต่เขาก็ถูกจารึกไว้ว่าเป็นหนึ่งในขุนพลชุมแชมป์ลีกฤดูกาล 2001/2002 และ ได้รับเหรียญแชมป์ด้วยการลงเล่นไปทั้งสิ้น 18 นัด…ท้ายที่สุดเขาก็ย้ายไปร่วมทีม วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส ในปี 2003 แบบไร้ค่าตัว

ไฮไลท์เล็กๆ น้อยๆ ของ ลุซห์นี่ย์ ระหว่างที่ค้าแข้งกับ ไอ้ปืนใหญ่

แมทธิว อัพสัน อดีตกองหลังทีมชาติ England จอมพเนจรที่เคยคว้าแชมป์ Premier League  1 สมัยตลอดการค้าแข้ง
ตำแหน่ง : กองหลังตัวกลาง (CB) – แมทธิว อัพสัน (Matthew Upson) : ในปี 1997 อัพสัน ย้ายจาก ลูตัน ทาวน์ มาร่วมทีม ไอ้ปืนใหญ่ ด้วยค่าตัวสูงถึง 2 ล้านปอนด์ แล้วถูกคาดหวังว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวหลักในแผงหลังของสโมสรได้ในอนาคต หลังจาก โทนี่ อดัมส์ และ มาร์ติน คีโอว์น ปลดระวางไปแล้ว…แต่แล้ว อัพสัน กลับไม่สามารถโชว์ศักยภาพ และ พัฒนาได้ตามที่ทีมคาดหวังเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่ถนัดในการยืนตำแหน่งกองหลังตัวกลาง แต่จากที่ประสบการณ์ยังน้อยเลยถูกปรับไปยืนตำแหน่งแบ็คซ้ายบ่อยครั้ง…ยังไงก็ตามเขาก็เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในการคว้าแชมป์ลีกฤดูกาล 2001/2002 ด้วยการลงเล่นไปทั้งหมด 14 นัด ได้รับเหรียญรางวัลเป็นเกียรติยศในการค้าแข้งในท้ายที่สุด…ในปี 2003 เขาถูก ไอ้ปืนใหญ่ เลหลังขายให้กับ เบอร์มิงแฮม ด้วยราคาแค่ 1 ล้านปอนด์เท่านั้น

อัพสัน โหม่งประตูในศึก ฟุตบอลโลก 2010 ในนัดที่พบกับ เยอรมัน

ไม่น่าเชื่อว่า ซีก็อง เป็นหนึ่งในขุนพล ปืนโต ชุดแชมป์พรีเมียร์
ตำแหน่ง : กองหลังตัวกลาง (CB) – ปาสคาล ซีก็อง (Pascal Cygan) : นี่คือหนึ่งในกองหลังที่ อาร์เซน เวนเกอร์ ซื้อตัวจากสโมสร ลีลล์ ในปี 2002 เข้ามาเพื่อแทนที่ของ โทนี่ อดัมส์ และ มาร์ติน คีโอว์น ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์ พร้อมดีกรีรางวัล Etoile d’Or 2001/2002 แต่ผลงานของดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศสในสีเสื้อของ ไอ้ปืนใหญ่ กลับมีแต่สร้างความปั่นป่วน, หวาดเสียว และเสียงหัวเราะให้กับกองเชียร์ฝั่งตรงข้ามอยู่เสมอ…เขาเชื่องช้า, เหม่อลอย และ ดูเหมือนตัวตลกในสนาม เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในการซื้อตัวที่ผิดพลาดเยอะที่สุดดีลหนึ่งของ เวนเกอร์…ยังไงก็ตามเขาเป็นหนึ่งในขุนพลที่เถลิงแชมป์ลีกในฤดูกาล 2003/2004 ชุดไร้พ่ายถ้วยทอง และ ได้รับเหรียญรางวัลด้วยการลงเล่นไปถึง 18 นัด…ท้ายที่สุดในปี 2006 ก็ถูกขายทิ้งให้กับ บียาร์เรอัล ด้วยค่าตัว 2 ล้านปอนด์

ไฮไลท์การเล่นของ ซีก็อง ที่สร้างเสียงหัวเราะได้เสมอ

ตำแหน่ง : แบ็คซ้าย (LB) – อาเซียร์ เดล ออร์โน่ (Asier Del Horno) : ในฤดูกาล 2005/2006สิงห์บลูภายใต้การคุมทัพของ โชเซ่ มูรินโญ่ มีภารกิจที่แสนยากเย็นคือ “การป้องกันแชมป์” โดยหนึ่งในขุนพลหน้าใหม่ที่นำเข้ามา คือ เดล ออร์โน่ ที่ย้ายมาจาก แอธเลติก บิลเบา ด้วยค่าตัวราว 8 ล้านปอนด์…แบ็คซ้ายรายนี้มีการเล่นที่เหนียวแน่นในเกมรับ และ เล่นเกมรุกได้ดีพอสมควร แถมมีทีเด็ดในการเปิดบอลกับเติมขึ้นไปหาจังหวะยิงประตู ในฤดูกาลดังกล่าวเขาลงเล่นเป็นตัวหลักในตำแหน่งแบ็คซ้ายถึง 25 นัดในเกมลีก ทำไป 1 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันเชมป์ฤดูกาล 2005/2006 ได้สำเร็จ…ท้ายที่สุดเขาตัดสินใจย้ายกลับประเทศสเปนไปเล่นกับ บาเลนเซีย ด้วยค่าตัวราว 8 ล้านยูโรเมื่อจบฤดูกาล

เดล ออร์โน่ เข้าบอลอย่างเหี้ยมเกรียมใส่ เมสซี่ จนโดนใบแดงในนัดดังกล่าว

ตำแหน่ง : ปีกขวา (RM) – ลุค แชดวิค (Luke Chadwick) : ในฤดูกาล 2000/2001 แมนฯ ยู ยังคงเป็นหนึ่งในทีมแข่งขันอย่างเต็มตัว เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ใช้วิธีผสมผสานระหว่างการซื้อตัวเสริมทัพ ผนวกเข้าในการผลักดันนักเตะเยาวชนขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่…ลุค แชดวิค เป็นดาวรุ่งที่ได้โอกาสลงเล่นในตำแหน่งปีกขวา มีลีลาการเลี้ยงบอลที่โดดเด่นน่าจับตามอง, มีความเร็ว และ หาตำแหน่งที่ว่างได้ดี การมี แชดวิค อยู่ในทีม สามารถโยกตำแหน่งของ เดวิด เบ็คแฮม เข้าไปเล่นตรงกลางได้ในบางเกมเพิ่มความมากมายให้กับทีมได้อีกหนึ่งมิติ ซึ่งในฤดูกาล 2000/2001 ปีศาจแดง ก็คว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จในบั้นปลาย โดยที่ แชดวิค ได้รับเหรียญรางวัลด้วยการลงสนามไปทั้งหมด 15 นัดทำได้ 2 ประตู…นั่นคือจุดสูงสุดของการค้าแข้งของดาวเตะรายนี้ เพราะหลังต่อไปเขาก็ถูกปล่อยให้หลายสโมสรยืมตัวไปใช้งาน จนในปี 2004 ก็ถูกปล่อยให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด แบบฟรีๆ

ลุค แชดวิค ทำประตูได้ในเกมสุดเดือด “สงครามกุหลาบ” ที่สนาม เอลแลนด์ โร้ด

ติอาโก้ มิดฟิลด์สัญชาติโปรตุเกสที่เป็นหัวใจในแดนกลางชองสิงห์สำอางในฤดูกาล 2004/2005
ตำแหน่ง : ห้องเครื่องแดนกลางตัวกลาง (CM) – ติอาโก้ (Tiago) : ในปี 2004 โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทัพสิงห์สำอางเป็นฤดูกาลแรก พร้อมถลุงเงินไปกว่า 70 ล้านปอนด์ เพื่อภารกิจพา สิงบลูเชลซี คว้าแชมป์อย่างเร่งด่วน…ติอาโก้ เป็นหนึ่งในจำนวน 6 คนที่ถูกซื้อเข้ามาเสริมทัพจาก เบนฟิก้า ด้วยราคา 15 ล้านยูโร แล้วห้องเครื่องแดนกลางรายนี้ก็ไม่ทำให้ น้ามู เสียใจ ลงเล่นเป็นแกนหลักในแผงมิดฟิลด์ให้กับทีม มีจุดเด่นอยู่ที่การยิงไกล, เล่นเกมรับได้ดี, มีชั้นเชิง และ มีเปอร์เซนต์การจ่ายบอลสำเร็จสูง…เขาเป็นส่วนสำคัญที่นำทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จในฤดูกาล 2004/2005 ลงเล่นไปถึง 34 นัด ทำได้ 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ และ ได้เหรียญรางวัลมาครองเป็นเกียรติประวัติส่วนตัว…แต่เขาก็อยู่กับทีมแค่ปีเดียวเนื่องจากย้ายไปร่วมทีม โอลิมปิก ลียง ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมปี 2005 ด้วยราคา 10.1 ล้านยูโร

ไฮไลท์การเล่นของ ติอาโก้ แบบรวมๆ โดยมีลูกยิงไกลทีเด็ดที่ยิงใส่ ปีศาจแดง ในฤดูกาล 2004/2005

ยิรี่ ยาโรซิค เข้ามาช่วยสิงห์บลูเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ลงเล่นมากพอที่ทำให้เขาได้รับเหรียญแชมป์ Premier League   England 
ตำแหน่ง : ห้องเครื่องแดนกลางตัวกลาง (CM) – ยิรี่ ยาโรซิค (Jiri Jarosik) : โชเซ่ มูรินโญ่ เสริมทัพคำรบที่ 2 ในฤดูกาลแรกที่มาคุมทีมด้วยการดึงตัว ยิรี่ ยาโรซิค ห้องเครื่องแดนกลางสัญชาติสาธารณรัฐเช็คจาก ซีเอสเคเอ มอสโก มาร่วมทีมด้วยค่าตัวราว 3 ล้านปอนด์ในเดือนมกราคม เพื่อเติมความยืดหยุ่นในเรื่องสไตล์การเล่นของทีม และ ตัวเลือกที่เพิ่มมากขึ้นในแดนกลาง ยาโรซิค เป็นห้องเครื่องแดนกลางที่มีรูปร่างสูงใหญ่, คุมจังหวะการเล่นได้ดี และ ช่วยชะลอเกมก่อนถึงกองหลังได้ค่อนข้างน่าพอใจ แม้ว่าเขาจะย้ายมาช่วงครึ่งเวลาหลังของฤดูกาล 2014/2015 แต่ก็ได้ลงเล่นไปถึง 14 นัดในเกมลีก ซึ่งมากพอที่ทำให้เขาได้เหรียญรางวัลแชมป์มาคล้องคอในบั้นปลาย…ฤดูกาลถัดมาเขาย้ายไปเล่นแบบยีมตัวให้กับ เบอร์มิงแฮม ซิตี้ แล้วโชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ และถูกขายขาดให้กับ เซลติก ในปีถัดไปด้วยราคา 2 ล้านปอนด์

รวมไฮไลท์เด่นๆ ของ ยาโรซิค จากการพเนจรไปเล่นให้กับมากมายสโมสร

ยูริ เซอร์คอฟ ปีกซ้ายดีกรีทีมชาติรัสเซียในสีเสื้อ เชลซี
ตำแหน่ง : ปีกซ้าย (LM) – ยูริ เซอร์คอฟ (Yuri Zhirkov) : คาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือมากประสบการณ์ชาวอิตาลี ตัดสินใจซื้อตัว ยูริ เซอร์คอฟ ปีกซ้ายทีมชาติรัสเซียมาจาก ซีเอสเคเอ มอสโก มาร่วมทีมด้วยสนนราคา 18 ล้านปอนด์เพื่อเติมความแข็งแกร่งในเกมริมเส้น แล้วกลายเป็นนักฟุตบอลรัสเซียที่มีค่าตัวสูงเป็นประวัติการณ์ เขาเป็นปีกที่มีความเร็วความคล่องตัวสูง, มีทักษะในการเลี้ยงบอลที่ดี และ ตะบันประตูได้หนักหน่วง ซึ่งทีม สิงบลู ในตอนนั้นมี โจ โคล และ ฟลอร็องต์ มาลูด้า ที่เล่นในตำแหน่งปีกซ้ายได้อยู่เหมือนกัน…ยังไงก็ตาม เซอร์คอฟ ก็เป็นหนึ่งในขุนพลในชุดดังกล่าวที่คว้าแชมป์ฤดูกาล 2009/2010 มาครองได้สำเร็จ พร้อมสร้าง Stats ทำประตูเยอะที่สุดในหนึ่งฤดูกาล 103 ประตู โดยที่ปีกหมีขาวลงเล่นไปทั้งสิ้น 17 นัดในเกมลีกทำไปทั้งสิ้น 4 แอสซิสต์ เพียงพอต่อการได้รับเหรียญแชมป์มาคล้องคอได้เมื่อจบฤดูกาล…ต่อมาในปี 2011 อันชี่ มาคาชคาล่า ทีมเศรษฐีใหม่จากลีกรัสเซีย จัดการทุ่มค่าตัวราว 13.2 ล้านปอนด์ดึงตัวเขากลับไปเล่นในลีกบ้านเกิดอีกครั้ง

ไฮไลท์การเล่นของ เซอร์คอฟ ในสีเสื้อ เชลซี

เฌเรมี่ อาลิอาดิแยร์ หนึ่งในศูนย์หน้าชุด แชมป์ไร้พ่าย ของทีม ไอ้ปืนใหญ่
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า (ST) – เฌเรมี่ อาลิอาดิแยร์ ( Jeremie Aliadiere) : ศูนย์หน้าชาวฝรั่งเศสรายนี้เป็นเด็กปั้นของทีม ปืนใหญ่ ที่ถูกดันขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่ตั้งแต่ฤดูกาล 2001/2002 ซึ่งมีอายุเพียงแค่ 18 ปีเศษเท่านั้น แม้ว่าปีดังกล่าว ไอ้ปืนใหญ่ จะสามารถคว้าแชมป์มาครองได้ แต่เขาไม่ได้รับเหรียญรางวัลเนื่องจากลงสนามไปเพียงแค่นัดเดียวเท่านั้นในฐานะตัวสำรอง…ถัดมาในฤดูกาล 2003/2004 ไอ้ปืนใหญ่ ทำผลงานได้ยังไง้เทียมทานด้วยการเป็นแชมป์แบบไร้พ่าย คว้าถ้วย  Premier League สีทอง มาประดับตู้รางวัลสโมสรได้สำเร็จ โดยที่ อาลิอาดิแยร์ ได้ลงเล่นในเกมลีก 10 นัดพอดี และ ได้รับเหรียญรางวัลประวัติศาสตร์เป็นเกียรติให้กับตนเองได้ในบั้นปลาย แม้ว่าจะไม่สามารถทำประตู หรือ แอสซิสต์ ได้เลยก็ตาม…หลังต่อไปเขาก็ถูกปล่อยยืมไปหลา่ยสโมสร อาทิ เช่น เซลติก, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอร์เรอร์ส จนในที่สุด ปืนใหญ่ ก็ตัดสินใจขายขาดศูนย์หน้ารายนี้ออกไปให้กับ มิดเดิลสโบรห์ ในราคาเพียง 2 ล้านปอนด์ในปี 2007

ไฮไลท์รวมทั้งหมด 9 ประตู ที่ทาง อาลิอาดิแยร์ ยิงได้ในสีเสื้อ ปืนใหญ่

โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส หัวหอกผู้ล่วงลับขอ ไอ้ปืนใหญ่ หนึ่งในขุนพล “ชุดแชมป์ไร้พ่าย“
ตำแหน่ง : ศูนย์หน้า (ST) – โฆเซ่ อันโตนิโอ เรเยส ( Jose Antonio Reyes) : ในเดือนมกราคมปี 2004 กุนซือจอมตระหนี่อย่าง อาร์เซน เวนเกอร์ ยอมควักเงินราว 17 ล้านปอนด์ (10.5 ล้านปอนด์ + 6.5 ล้านปอนด์ (โบนัสตามผลงาน)) ซึ่งเป็น Stats สโมสรในตอนนั้นซื้อตัว เรเยส มาจาก เซบีย่า เพื่อเติมขุมกำลังในแนวรุก…เรเยส เป็นนักฟุตบอลชาวสเปนที่มีจุดเด่นอยู่ที่ วิธีที่ยอดเยี่ยม, ความเร็ว, การลากเลื้อย และ ซัดทำประตูได้ค่อนข้างดีทั้ง 2 เท้า แต่ในปีแรกเขามีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสไตล์บอลเมืองผู้ดีที่เน้นการเข้าปะทะที่หนักหน่วง และ มีการเข้ากดดันอย่างรวดเร็ว หลายต่อหลายครั้งที่เขาถูกเข้าสกัดอย่างหนักหน่วงแต่ไม่ได้ฟาล์ว เป็นเหตุให้ฟอร์มการเล่นของเขาตกลงไปอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับตอนเล่นใน ลา ลีกา…ยังไงก็ตาม เวนเกอร์ ก็พยายามเข็นเขาลงสนามในฤดูกาล 2003/2004 ในเกมลีกเป็นจำนวนถึง 13 นัด เรเยส ทำได้ทั้งหมด 2 ประตู กับ 1 แอสซิสต์ แล้วสามารถคว้าเหรียญรางวัล “ชุดแชมป์ไร้พ่าย” มาครอบครองได้สำเร็จ…หลังต่อไป เรเยส ถูกทาง แอตเลติโก มาดริด ซื้อตัวกลับไปเล่นที่สเปน ด้วยค่าตัวราว 12 ล้านยูโรในปี 2007 แล้วเมื่อปีที่แล้วโลกฟุตบอลก็ต้องได้ยินข่าวเศร้าอีกครั้งจากการที่ เรเยส ลาโลกนี้ไปด้วยวัยแค่ 35 ปี เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *