ชีวิตในถ้ำเสือเหลืองของ โจวานนี่ เรย์น่า

โจวานนี่ เรย์น่า ห้องเครื่องแดนกลางดาวรุ่งชาวสหรัฐอเมริการของ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ สโมสรชั้นนำแห่งศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน เก็บเสื้อของสโมสรสะสมไว้มากมายอยู่ในตู้เสื้อผ้าภายในพาร์ทเมนต์ใหม่ของเขา ซึ่งตั้งอยู่ห่างจาก ซิกแนล อิดูน่าปาร์ค สนามเหย้าของ “เสือเหลือง” ออกไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น

“ผมมีเสื้อจากแมตช์ที่ลงแข่งขันเยอะมาก” เรย์น่า เริ่มเล่า โดยดาวเตะวัย 17 ปี ได้เก็บเสื้อของ ดอร์ทมุนด์ ตัวแรกที่เขาถูกเรียกตัวเข้าสู่ทีมชุดใหญ่ ต่อไป เขาก็หยิบเสื้ออีกตัวซึ่งได้ใส่ลงสนามอย่างเป็นทางการให้กับทัพ “เสือเหลือง” เป็นแกมแรก รวมถึงยังมีเสื้อจากเกมที่เขายิงประตูแรก และลงเล่นในศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก ครั้งแรกอีกด้วย

เรย์น่า กล่าวต่อว่า “มันมีเหตุการณ์สำคัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ยอดเยี่ยมที่ผมเคยทำได้” ต่อไปเขาเปลี่ยนมาใส่เสื้ออีกตัว ซึ่งมันเป็นเสื้อของ คีเลียน เอ็มบั๊ปเป้ ยอดหัวหอกดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศส ของ PSG ที่เขาขอแลกเอาไว้หลังหมดเวลา UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่ แปเอสเช พบกับ ดอร์ทมุนด์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ต่างๆที่น่าประทับใจของ เรย์น่า เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดหลังจากที่เขาย้ายจาก นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี ในบ้านเกิดมาเล่นให้ ดอร์ทมุนด์ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 พร้อมกับได้รับการจับตามองจากหลายคนเนื่องจากเป็นลูกชายของ เคลาดิโอ เรย์น่า อดีตห้องเครื่องแดนกลางทีมชาติสหรัฐฯ

เดินตามรอยคุณพ่อ
ในอดีต เคลาดิโอ มีดีกรีติดทีมชาติสหรัฐฯถึง 112 เกม ซัดไป 8 ประตู และยังเคยค้าแข้งในศึกบุนเดสลีกา ระหว่างปี 1994-99 กับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น และ โวล์ฟสบวร์ก ในขณะที่ ดอร์ทมุนด์ ก็เพิ่งปล่อยตัวนักเตะชาวอเมริกันอย่าง คริสเตียน พูลิซิส ไปให้กับChelseaแต่สำหรับ โจวานนี่นั้น เขากำลังสร้างเส้นทางด้วยตัวเอง

พูลิซิส ทำประตูแรกให้กับ ดอร์ทมุนด์ ด้วยวัย 17 ปี กับ 212 วัน แต่ โจวานนี่ ทำประตูแรกให้พลพรรค “เสือเหลือง” ได้ด้วยวัยเพียง 17 ปี กับ 83 วันเท่านั้น ซึ่งประตูดังกล่าวเกิดขึ้นในเกมเฟเอฟเบ โพคาล ที่ ดอร์ทมุนด์ พ่ายให้กับ แวรเดอร์ เบรเมน ไป 2-3 เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หลัง โจวานนี่ยิงประตูแรกได้ทวิตเตอร์ของ ดอร์มุนด์ โพสต์ข้อความระบุว่า “โจวานนี่เรย์น่า เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว” โดย ดาวรุ่งสหรัฐฯ อธิบายถึงประตูแรกที่ปั่นโค้งเขาไปอย่างสวยงามว่า “ความคิดแรกของผมคือ เราต้องเอาบอลกลับมาครองให้ได้ และยิงประตู สำหรับผมการทำสกอร์ในวันนั้นยอดเยี่ยมมาก และผู้คนมักพูดกับผมว่า ผมไม่อาจทำประตูแบบนั้นได้บ่อยๆหรอก แต่ผมคิดว่า มันเป็นสัญชาตญาณ”

ขณะเดียกัน การอยู่ห่างจากบ้าน และครอบครัวในช่วงวัยรุ่นมันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับดาวรุ่งหลายๆคน และ โจวานนี่ก็เหมือนกัน แต่อดีตเด็กปั้น นิวยอร์ค ซิตี้ เปิดพูดว่า เขาพยายามรับมือกับมันให้ได้

“มันมีบางเวลาที่ยากลำบาก และผมรู้ว่ามันจะไม่ง่ายเลย แต่สิ่งที่ผมต้องทำคือ ทำให้ความคิดของตัวเองมองไปข้างหน้า มุ่งมั่นกับอนาคต และหวังว่าผมจะทำอะไรที่ยอดเยี่ยมกว่านี้ได้อีก” โจวานนี่ กล่าวอย่างมุ่งมุ่น

คู่หูในทัพ “เสือเหลือง”
เกมเปิดตัวในศึกบุนเดสลีกา ของ โจวานนี่กับ เอาก์สบวร์ก เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา มันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ เออร์ลิง เบราต์ ฮาแลนด์ ศูนย์หน้าชาวนอร์เวย์ ย้ายจาก เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ในลีกออสเตรีย มาเล่นให้ ดอร์ทมุนด์ พร้อมกับทำผลงานสุดยอดด้วยการซัดไป 9 ประตู จาก 8 เกมแรกที่ลงสนามให้ “เสือเหลือง” ซึ่งไม่นานหลังต่อไปทั้งคู่ก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

นอกจาก โจวานนี่กับ ฮาแลนด์ แล้ว ดอร์มุนด์ ยังมีผู้เล่นแนวรุกอายุน้อยน่าจับตามองอีก 1 คน ก็คือ จาดาน ซานโช่ มิดฟิลด์ชาว England วัย 20 ปี ซึ่งกำลังทำผลงานได้อย่างสุดยอด และทั้ง 3 คน ประสานงานกันได้อย่างเข้าขาลงตัวในหลายๆเกมที่ผ่านมา 

โจวานนี่เล่าถึง ฮาแลนด์ ว่า “ผมมักจะจับตามอง เออร์ลิง อยู่เสมอ เพราะเขาผ่านหลายสิ่งหลายอย่างมาแล้วในอาชีพช่วงเป็นเยาวชน และเขาก็เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมาก เขาสนับสนุนผมอยู่เสมอ เพราะเขามองเห็นบางอย่างในตัวผม”

ทุกวันนี้ ฮาแลนด์ กลายเป็นคนขับรถประจำตัวของ โจวานนี่ไปแล้ว เนื่องจากมิดฟิลด์ชาวสหรัฐฯ ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์ที่จะขับรถได้ ซึ่ง โจวานนี่มักจะมีความสุขอยู่เสมอเมื่อพูดถึง ฮาแลนด์ และรวมไปถึง ซานโช่ ด้วยเช่นกัน

โจวานนี่ เล่าถึง ซานโช่ ว่า “ผมคิดว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับผู้เล่นอายุน้อยคือ คุณต้องมีความมั่นใจ ผมย้ายมาที่นี่ เพราะผมเป็นแบบนั้น หลายคนเคยบอกผมว่า ดาวรุ่งจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นได้ในเกม แม้แต่เมสซี่ และโรนัลโด้ ก็เคยทำผิดพลาดเช่นกัน แต่เมื่อคุณพลาดแล้วคุณต้องทิ้งมันไว้ข้างหลัง และเดินหน้าต่อไป จาดอน รู้ดีว่าผมสู้สึกยังไง เขาช่วยเหลือผมเสมอทั้งใน และนอกสนาม”

คุณพ่อเล่าถึงลูกชาย

Photo : sbisoccer.com
เคลาดิโอ คุณพ่อของ โจวานนี่ซึ่งทุกวันนี้เป็นผู้อำนวยการกีฬาของ ออสติน เอฟซี ที่กำลังจะเข้าร่วมศึกเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ในปี 2021 กำลังเข้าร่วมการประชุมกับคณะกรรมการ เอ็มแอลเอส แถบนอกเมืองแคนซัสซิตี้ รัฐมิสซูรี่ และเมื่อ โจวานนี่ทำประตูแรกอย่างเป็นทางการให้กับ ดอร์ทมุนด์ ในเกมกับ เบรเมน เขาจำได้ว่า ต้องดูสกอร์ลูกชายตัวเองทางโทรศัพท์

อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติสหรัฐฯ เล่าว่า “ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาบ่อยมากขึ้นในช่วงครึ่งเวลาหลังเพื่อเริ่มดูเกม และคิดว่าเขาอาจโอกาสที่จะได้ลงสนาม และเห็นได้ชัดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก มันเยี่ยมมากที่เขายิงประตูได้ ”

เคลาดิโอ และ แดเนียล ภรรยาของเขาวางแผนที่จะเดินทางไปดู โจวานนี่ในเลก 2 ศึก UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายที่ แปแอสเช เปิดบ้านเอาชนะ ดอร์ทมุนด์ ไป 2-0 พร้อมเข้ารอบด้วยสกอร์รวม 3-2 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่น่าเสียดายที่แมตช์ดังกล่าวต้องเล่นแบบสนามปิดเนื่องจากการแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส

ทุกวันนี้ โจวานนี่ใช้ชีวิตในอพาร์ทเมนต์เพียงคนเดียว ซึ่งบางทีเขาต้องทำอาหารด้วยตัวเองโดยใช้ Program  WhatsApp เพื่อสอบถามขั้นตอนจากคุณแม่ นอกจากนี้ ตัวเขายังใช้เวลาว่าง FaceTime คุยกับ โจอาห์ – มิเคล และ แคโรไลน่า น้องชาย และน้องสาวอีกด้วย

เคลาดิโอ เล่าถึงลูกชายด้วยเสียงหัวเราะว่า “แน่นอน มันท้าทายสำหรับตัวผม ภรรยา และโจวานนี่เอง เพราะคุณรู้ว่า เราไม่สามารถอยู่ใกล้ชิดเขาได้มากนักแม้เขาจะยังเด็กอยู่ก็ตาม”

สำหรับตัว เคลาดิโอ เองนั้น เขามีเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลยาวนานถึง 13 ปี โดยลงเล่นให้กับสโมสรต่างๆมากมาย ไล่ตั้งแต่ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น, โวล์ฟสบวร์ก, กลาวสโกว์ เรนเจอร์ส, ซันเดอร์แลนด์, เรือใบสีฟ้า และ นิวยอร์ก เร้ด บูลล์ส

จากสถานการณ์ไวรัสโคโรน่าแพร่ระบาดอย่างหนักไปทั่วโลกนั้น ในฐานะคุณพ่อ เคลาดิโอ ก็อดเป็นห่วงลูกชายไม่ได้เช่นกัน โดยอดีตแข้งทีมชาติสหรัฐฯ กล่าวว่า “มันเลวร้ายมาก สถานการณ์มันไม่ใกล้เคียงกับตอนที่ผมเป็นนักฟุตบอลเลย และในการจัดการสิ่งต่างๆคุณย่อมมีความกังวลอย่างแน่นอน”

“ในฐานะพ่อ และมนุษย์คนหนึ่งนั่น ผมคิดว่า มันบ้ามากเลยนะ ผมได้คุยกับพ่อ-แม่ของเด็กคนอื่นที่เป็นนักฟุตบอล เราได้ถามพวกเขาว่า สถานการณ์เป็นอย่างนี้เหมือนกันไหม พวกเขาก็กล่าวว่า ใช่ มันน่าตึงเครียด มันเป็นสถานการณ์ที่ยากลำบาก”

ครอบครัวนักฟุตบอล
ฟุตบอลยังคงสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นสำหรับครอบครัว เรย์น่า โดย แดเนียล คุณแม่ของ โจวานนี่ เป็นอดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติสหรัฐฯ ซึ่งเคยรับใช้ชาติไป 6 เกม ส่วน เคลาดิโอ คุณพ่อ ก็เป็นนักฟุตบอลระดับตำนานในบ้านเกิดเช่นกัน

เคลาดิโอ อธิบายต่อว่า “เราไม่เคยกำหนดให้มันเกิดขึ้น แต่คุณรู้ไหมว่า โจวานนี่ชอบที่จะเตะบอลทุกช่วงเวลาที่เขาสามารถเริ่มเดินไปรอบ ๆ บ้านได้ จากจุดเริ่มต้นสิ่งที่ผมจำได้ก็คือ ตอนที่เขายังเด็กเมื่ออายุ 3-5 ปี และดูการถ่ายทอดสดแข่งขันฟุตบอลกันอยู่นั้น เขาเข้าใจการเคลื่อนไหวของผู้เล่นในสนาม

“เขามองออกว่า นักตะเหล่านั้นจะไปอยู่ในตำแหน่งใด เขาวิเคราะห์ได้หมดเลย ผมจำได้เมื่อเขาเด็กกว่านี้ และเล่นฟุตบอลแพ้เขาจะร้องไห้ออกมาก เขารักการแข่งขันมาก”

ขณะเดียวกัน โจวานนี่จะพูดคุยกับ เคลาดิโอ ทุกวันเพื่อขอคำแนะนำในการเล่นฟุตบอล โดยมิดฟิลด์ ดอร์ทมุนด์ เล่าว่า “คุณพ่อรู้แนวทางทำงานในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เพราะฟุตบอลเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของเขา”

“ผมไม่คิดว่าเขาจะทิ้งมันไว้ ผมชื่นชอบจะพูดถึงมัน และเขาก็มีวิธีต่างๆที่จะแนะนำผมในฐานะคุณพ่อ แต่การพูดคุยก็ยังอยู่ในโหมดนักฟุตบอลที่เขาเข้าใจ เขารู้ดีถึงสิ่งที่ผมต้องทำ ซึ่งมันเป็นอะไรที่ผ่อนคลายมาก ๆ และผมก็ไม่กดดันเลย”

คำแนะนำของ เคลาดิโอ ที่มีให้กับ โจวานนี่ก็คือ การคาดเดาเหตุการณ์รอบตัว แม้ว่า โจวานนี่จะเล่นได้หลายตำแหน่งในแดนกลาง แต่คุณพ่อของเขาก็คิดว่า ลูกชายทำได้ดีที่สุดในตำแหน่ง มิดฟิลด์ บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์

“เขาเข้าใจพื้นที่ตรงกลางสนามได้เป็นอย่างดี ผมคิดว่า การยืนพื้นที่ในแนวรับเขาต้องอาศัยประสบการณ์เล็กน้อย และเรียนรู้แท็คติคจากเพื่อนร่วมทีมเพื่อพัฒนาต่อไป แต่จุดแข็งของเขาก็คือ การสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม และยังสามารถพาบอลไปในพื้นที่ต่างๆด้วยตัวเอง” เคลาดิโอ อธิบาย

ความภูมิใจของครอบครัว
ถ้า เคลาดิโอ เป็นโค้ชที่ให้คำแนะนำด้านฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม และเข้มงวด สำหรับคุณแม่ แดเนียล ก็คงเป็นโค้ชผู้ใจดี โดย โจวานนี่ เล่าอีกว่า “คุณแม่เป็นคนมีความพยายามมากๆ ถ้าวันไหนผมฝึกซ้อมได้ไม่ดี และเธอเห็นผมเหนื่อยล้า เธอจะรีบพาผมกลับบ้าน เธอก็เน้นไปที่การนอน, อาหาร และวิธีที่ผมดูแลตัวเอง ผมได้เรียนรู้จากเธอมากเช่นกัน และขอบคุณมากที่มีเธอคอยช่วยเหลือผม”

เคลาดิโอ เล่าถึงลูกชายต่อว่า “เขากำลังมีเส้นทางเดินของตัวเอง ผมภูมิใจในสิ่งนั้น เพราะเขาดูแลเรื่องอาหาร และดูแลร่างกายได้เป็นอย่างดี เพราะผู้เล่นบางพวกต้องต่อสู้กับสิ่งนั้นอย่างยากลำบาก แต่เขามีวินัย และอยู่ในสถานี่ที่ที่ดีในการพัฒนาตัวเอง”

ขณะเดียวกัน เมื่อ โจวานนี่ อยู่ในสนามซ้อมของ ดอร์ทมุนด์ เขาก็มักขอให้ทีมงานสตาฟฟ์โค้ช “เสือเหลือง” เล่าประสบการณ์ที่เคยเผชิญหน้ากับคุณพ่อของเขาในสนามให้ฟัง โดยระบุว่า “โค้ช 2-3 คน ของ ดอร์ทมุนด์ อย่าง เซบาสเตียน เคห์ล เคยดวลกับคุณพ่อของผม และพูดว่า คุณพ่อเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม และมันนเป็นกระทบเชิงบวกกับผมมาก”

มั่นใจว่า การย้ายออกจากบ้านเกิดในช่วงอายุน้อยเป็นเรื่องใหญ่ แต่การย้ายไปเล่นกับ ดอร์ทมุนด์ เป็นเส้นทางที่ โจวานนี่เลือกเอง และ เคลาดิโอ ก็ไม่ปฏิเสธ หรือบังคับความต้องการของลูกชาย โดยกล่าวว่า “การตัดสินใจย้ายไป ดอร์ทมุนด์ มันเป็นเรื่องของ จิโอ”

“แต่ผมบอกเขาว่าสิ่งที่ดีเกี่ยวกับศึกบุนเดสลีกา คือ นิสัยที่คุณจะได้เรียนรู้ในห้องแต่งตัวเพราะที่เยอรมันทุกทีมจะมีระเบียบวินัยมาก และมีแทบทุกทีมจะเน้นเรื่องร่างกายให้แข็งแกร่ง และลีกแห่งนี้เป็นลีกที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว”

“นี่คือเส้นทางของเขา นี่คือสิ่งที่เขาต้องการจะทำ เขาต้องการความท้าทายในชีวิต และเขาตามหาเส้นทางของตัวเอง เขามีความสุขมาก เขาได้เรียนรู้ และเราตื่นเต้นมากกับเขา เราแค่ต้องการให้เขามีความสุขและเขาเป็นแบบนั้นแล้ว”

เป้าหมายในอนาคต

เป้าหมายต่อไปของ โจวานนี่ คือ การติดทีมชาติสหรัฐฯชุดใหญ่ ซึ่งเขาก็ต้องการเดินตามรอยเท้าของคุณพ่อ โดยเปิดบอกว่า “ผมต้องการเล่นให้กับทีมชาติสหรัฐฯ และสานต่อมรดกของพ่อที่นั่น มันเจ๋งจริงๆถ้าผมทำได้”

เคลาดิโอ กล่าวถึงเป้าหมายของลูกชายด้วยรอยยิ้มว่า “ผมแค่อยากจะอยู่ในฉากหลังเพียงแค่เป็นพ่อของเขา และเป็นพ่อของเขาตลอดการเดินทางครั้งนี้ เราเพิ่งพูดเล่นมุขตลกเกี่ยวกับแนวทางเล่นของผม เขาไม่รู้สึกกดดันเลย ซึ่งมันเยี่ยมมาก เขาพยายามที่จะเดินตามรอยพ่อ หรือทำอะไรให้มากกว่าที่ผมได้ ผมคิดว่า เขามีเส้นทางที่ยาวไกลกว่าผมในวัยเดียวกันเสียอีก”

“ทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง มันสนุกมากเมื่อผมได้เห็นเขาเติบโต และพัฒนาขึ้น และกลายเป็นผู้เล่นที่เขาเป็นอยู่ในขณะนี้ เขายังมีหนทางที่ยาวไกล และสำหรับเราทุกคนในครอบครัวเราหวังว่า เขาจะประสบความสำเร็จในเร็วๆนี้”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *